มิติหุ้น – BBL รอรับอานิสงส์ฟันด์โฟลว์ไหลเข้าตลาดหุ้นไทย โบรกฯ มองราคาหุ้นซื้อขายบน P/BV พียง 0.8 เท่า ขณะที่ผลงานปี 62 มีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่ง ประเมินกำไรปีนี้ไว้ที่ 39,438 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% จากปีก่อน พร้อมประเมินราคาเป้าหมาย 240 บาท
ผู้สื่อข่าว “มิติหุ้น” รายงานว่า ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL มีแนวโน้มการเติบโตของผลประกอบการที่แข็งแกร่ง รวมทั้งเป็นหุ้นเด่นสุดในกลุ่มธนาคาร ดยนายสุนทร ทองทิพย์ ผู้อำนวยการอาวุโส บล.กสิกรไทย หรือ KS เผยว่า ภาพรวมของหุ้นกลุ่มธนาคารยังถือว่ามีความน่าสนใจในการลงทุน โดยเฉพาะหุ้นแบงก์ขนาดใหญ่ที่มีโอกาสรับแรงบวกจากฟันด์โฟลว์ต่างชาติที่ไหลกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง
ซึ่ง บล.กสิกรไทย มองว่า BBL เป็น Top Pick ของกลุ่ม เนื่องจากราคาหุ้นปรับตัวลงมาซื้อขายอยู่ในระดับต่ำเพียง 0.8 เท่าของ P/BV
ส่องกำไรขยายตัวที่ระดับ 12%
ทั้งนี้ ประเมินว่าผลประกอบการไตรมาส 2/62 จะยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยคาดการณ์สินเชื่อจะกลับมาฟื้นตัวมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงไตรมาส 1/62 ซึ่งเป็นช่วงที่ลูกค้ามีการชำระหนี้สินเชื่อเข้ามาเป็นจำนวนมาก ในส่วนของค่าใช้จ่ายตั้งสำรองหนี้น่าจะปรับตัวลดลงเนื่องจาก Coverage ratio อยู่ในระดับสูง และคุณภาพหนี้ NPL ยังทรงตัว ซึ่งฝ่ายวิจัยคาดว่ากำไรสุทธิในไตรมาส 2/62 จะทำได้ใกล้เคียงกับไตรมาส 1/62 ที่อยู่ในระดับราว 9,000 ล้านบาท
สำหรับภาพรวมผลประกอบการปี 62 ฝ่ายวิจัยยังคงคาดการณ์กำไรสุทธิไว้ที่ 39,438 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% จากปีก่อน โดยเป็นผลจากการขยายตัวของสินเชื่อที่คาดว่าจะเติบโคราว 4.5% ส่งผลให้รายได้ดอกเบี้ยมีการเติบโตขึ้นราว 5% รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองที่น่าจะลดลงราว 10% จากปีก่อนที่ภาระการตั้งสำรองในเรื่องของพนักงาน ซึ่งส่งผลให้ NIM ปรับตัวดีขึ้น ในส่วนของรายได้ค่าธรรมเนียมคาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 4% จากการเติบโตของธุรกิจแบงก์แอสชัวรันส์ โดยฝ่ายวิจัยยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” BBL และประเมินราคาเป้าหมายไว้ที่ 240.00 บาท
ยอดสินเชื่อเติบโต4-6%ตามเป้า
ด้านผู้บริหารของ BBL ระบุก่อนหน้านี้ว่า ภาพรวมสินเชื่อปี 62 จะเติบโตตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 4-6% ส่วนคุณภาพสินทรัพย์ยังไม่มีสัญญาณที่น่ากังวล แม้ว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวลง ขณะที่ Credit Cost ทางผู้บริหารคาดว่า Credit Cost จะอยู่ที่ระดับ 1.00% ลดลงจากปีก่อนที่อยู่ในระดับ 1.08% เนื่องจากมองว่าธนาคารมีการตั้งสำรองเพียงพอตามมาตรฐานบัญชีใหม่ IFRS9 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เรียบร้อยแล้ว จึงทำให้ค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองหนี้ปรับตัวลดลง ในส่วนของรายได้ค่าธรรมเนียมจะเติบโตมากขึ้นจากธุรกิจแบงก์แอสชัวรันส์ และกองทุนรวม








